การนำเข้าเครื่องมือแพทย์ ชุดตรวจวิเคราะห์ อุปกรณ์สิ้นเปลืองทางการแพทย์ และเวชภัณฑ์ เข้ามาในประเทศไทย ถือเป็นกระบวนการที่มีความท้าทายสูงมากในฝั่งงานโลจิสติกส์และศุลกากร แม้ว่าผู้ประกอบการจะเตรียมระบบการจัดส่งมาเป็นอย่างดี แต่ปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดคือ สินค้าถูกกัก หรือ ติดด่านศุลกากร ณ ด่านตรวจปล่อยสินค้า ซึ่งนำไปสู่ความล่าช้าและส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าเหตุใดสินค้ากลุ่มนี้จึงถูกกักตรวจ และการรู้วิธีป้องกันแก้ไขอย่างเป็นระบบ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้กระบวนการนำเข้าเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด
สาเหตุหลักที่ทำให้การนำเข้าเครื่องมือแพทย์ติดด่านศุลกากร
หน่วยงานราชการไทย โดยเฉพาะกรมศุลกากรและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีมาตรการเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าทางการแพทย์เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยสาเหตุหลักที่ทำให้สินค้าติดค้างที่ด่านตรวจ มีดังนี้
1 การสำแดงพิกัดอัตราอากรศุลกากร (HS Code) คลาดเคลื่อน
เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์มีความซับซ้อนสูง การจำแนกประเภทสินค้าผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียว อาจส่งผลให้พิกัดศุลกากรเปลี่ยนไป ซึ่งส่งผลต่ออัตราภาษีและเงื่อนไขการขอใบอนุญาตนำเข้าทันที เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบความไม่สอดคล้อง สินค้าจะถูกกักไว้เพื่อรอการอุทธรณ์หรือประเมินพิกัดใหม่
2 ใบอนุญาตนำเข้าหรือ LPI ไม่ตรงกับเอกสารทางการค้า
ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ รายละเอียดในใบกำกับสินค้า (Invoice) ไม่ตรงกับข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้ในระบบ LPI (License Per Invoice) เช่น ชื่อการค้า ชื่อเคมีภัณฑ์ รุ่นสินค้า หรือจำนวนปริมาณที่ไม่สอดคล้องกันอย่างแม่นยำ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถศึกษาขั้นตอนการจัดทำระบบ LPI ที่ถูกต้องได้จาก ขั้นตอนการขอผ่อนผันและใบอนุญาตนำเข้า (LPI) กับหน่วยงานราชการไทยแบบเข้าใจง่าย เพื่อลดข้อผิดพลาดในจุดนี้
3 การสำแดงเอกสารทางเทคนิคไม่ครบถ้วน
สินค้ากลุ่มเวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์จำเป็นต้องมีเอกสารยืนยันมาตรฐานความปลอดภัย เช่น ใบรับรองวิเคราะห์ (Certificate of Analysis – COA) เอกสารข้อมูลความปลอดภัย (Safety Data Sheet – SDS) หรือหนังสือรับรองการขาย (Certificate of Free Sale) หากเอกสารเหล่านี้ขาดหายไป หรือไม่ได้แปลภาษาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เจ้าหน้าที่จะไม่อนุมัติการปล่อยสินค้า
4 การไม่ระบุวัตถุประสงค์การนำเข้าให้ชัดเจน
สินค้าทางการแพทย์บางชนิดนำเข้ามาเพื่อการศึกษาวิจัย เพื่อใช้ในห้องปฏิบัติการ หรือเพื่อการจำหน่ายทางการค้า ซึ่งแต่ละวัตถุประสงค์มีระเบียบการขอผ่อนผันที่แตกต่างกัน หากผู้นำเข้าไม่ระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น สินค้าจะถูกกักเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม
วิธีแก้ไขและแนวทางป้องกันสินค้าติดด่านศุลกากร
เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ต้องติดค้างอยู่ที่ด่านตรวจจนเกิดความเสียหาย ผู้ประกอบการควรปรับใช้แนวทางปฏิบัติดังต่อไปนี้
- ตรวจสอบและเตรียมระบบ LPI ล่วงหน้า ก่อนที่สินค้าจะถูกจัดส่งออกจากประเทศต้นทาง ผู้นำเข้าต้องแน่ใจว่าได้ดำเนินการยื่นขอใบอนุญาต LPI เรียบร้อยแล้ว ซึ่งสามารถศึกษาโครงสร้างข้อบังคับพื้นฐานเพิ่มเติมได้จาก LPI คืออะไร? ไขข้อข้องใจเรื่องการขอใบอนุญาตนำเข้าสำหรับสินค้าควบคุมพิเศษ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบ e-Submission และ NSW เชื่อมโยงข้อมูลสมบูรณ์
- ทำ Pre-entry และตรวจสอบเอกสารก่อนสินค้ามาถึง การส่งเอกสารให้เจ้าหน้าที่ชิปปิ้งและศุลกากรตรวจสอบล่วงหน้า (Pre-clearance) ช่วยให้สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดของข้อมูลใน Invoice และ Air Waybill ได้ทันท่วงทีก่อนที่สินค้าจะลงแตะพื้นสนามบิน
- ประสานงานร่วมกับผู้ให้บริการคาร์โก้ที่มีความเชี่ยวชาญ การขนส่งสินค้าทางการแพทย์ต้องการผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจทั้งเรื่องการคุมอุณหภูมิและพิธีการศุลกากร โดยสามารถศึกษาการจัดเตรียมเอกสารร่วมกับสายการบินได้จาก เทคนิคการเตรียมเอกสารสำหรับบริษัทขนส่งคาร์โก้ เพื่อให้ผ่านพิธีการศุลกากรอย่างไร้รอยต่อ เพื่อความรวดเร็วในการกระจายสินค้า
บริษัท เจ็ท เอท (ประเทศไทย) จำกัด หรือ JET8 Cargo พร้อมเป็นผู้ช่วยแก้ปัญหาการนำเข้าเครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์ติดด่านศุลกากร ด้วยทีมงานชิปปิ้งและผู้เชี่ยวชาญด้านพิธีการศุลกากรทางการแพทย์โดยเฉพาะ เราให้บริการตรวจสอบเอกสาร ตรวจสอบพิกัดอัตราอากร และดำเนินการขอใบอนุญาต LPI อย่างถูกต้องแม่นยำ พร้อมบริการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิมาตรฐาน GDP ช่วยให้สินค้าของคุณผ่านด่านศุลกากรได้อย่างรวดเร็ว ไร้ปัญหาการถูกกักตรวจ และส่งถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย