อุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ (Biopharmaceuticals) เป็นหนึ่งในสาขาการแพทย์ที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นชีววัตถุวัคซีนเซรุ่ม ยาสกัดจากโปรตีน ยีนบำบัด หรือชุดตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ มีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากยาสังเคราะห์ทางเคมีทั่วไป โครงสร้างโมเลกุลของสารชีวภาพเหล่านี้มีความซับซ้อนและเปราะบางต่อสภาพแวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเพียงไม่กี่องศาเซลเซียส หรือการสัมผัสกับความชื้นและแสง สามารถส่งผลให้โครงสร้างโปรตีนสูญเสียสภาพ (Denaturation) และหมดฤทธิ์ทางการรักษาไปทันที
ระบบคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (Temperature-Controlled Storage) จึงไม่ใช่เป็นเพียงพื้นที่สำหรับวางพักสินค้า แต่เป็นกลไกทางวิศวกรรมเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อรักษาความเสถียรและความสมบูรณ์ของชีวเภสัชภัณฑ์ตลอดระยะเวลาการจัดเก็บ
การแบ่งโซนอุณหภูมิในคลังสินค้าชีวเภสัชภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์แต่ละชนิดมีความต้องการสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกัน คลังสินค้ามาตรฐานสากลจึงต้องมีการแบ่งโซนควบคุมอุณหภูมิอย่างชัดเจนออกเป็นสี่ระดับหลัก
- Controlled Room Temperature (CRT) ช่วง 15 ถึง 25 องศาเซลเซียส : เหมาะสำหรับจัดเก็บเวชภัณฑ์ทั่วไปและยาสังเคราะห์เคมีที่ต้องการการป้องกันจากความร้อนจัด
- Refrigerated Storage ช่วง 2 ถึง 8 องศาเซลเซียส : เป็นโซนแช่เย็นมาตรฐานสำหรับจัดเก็บวัคซีนส่วนใหญ่ ยาชีววัตถุ อินซูลิน และชีววัตถุต้นน้ำ
- Frozen Storage ช่วง -20 ถึง -80 องศาเซลเซียส : โซนแช่แข็งสำหรับสารสกัดทางชีววิทยา เอนไซม์ และตัวอย่างวิเคราะห์ทางการแพทย์ที่ต้องการหยุดการทำงานของปฏิกิริยาเคมี
- Cryogenic Storage ต่ำกว่า -150 องศาเซลเซียส : การจัดเก็บในสภาวะเยือกแข็งรุนแรงโดยใช้ถังไนโตรเจนเหลว เหมาะสำหรับสเต็มเซลล์ ตัวอ่อน ไข่ อสุจิ และชีววัตถุอ่อนไหวขั้นวิกฤต
เทคโนโลยีสำคัญในคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิชีวเภสัชภัณฑ์
การบริหารจัดการคลังสินค้าสำหรับผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชกรรมให้ได้มาตรฐาน GDP จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงในการควบคุมและประเมินสภาวะแวดล้อม
1 การทำ Temperature Mapping และกำหนดโซนจัดเก็บ
ก่อนเปิดใช้งานห้องควบคุมอุณหภูมิ คลังสินค้าต้องผ่านกระบวนการทำ Temperature Mapping หรือการสำรวจแผนที่อุณหภูมิ เพื่อหาจุดที่มีความร้อนสูงสุดและต่ำสุดในห้อง ทั้งในภาวะห้องว่างและภาวะจัดเก็บสินค้าเต็มพื้นที่ เพื่อกำหนดจุดติดตั้งเซนเซอร์วัดอุณหภูมิและวางแผนการจัดวางสินค้าไม่ให้บดบังการหมุนเวียนของอากาศ
2 ระบบการบริหารจัดการการไหลของอากาศและความชื้น
นอกจากอุณหภูมิแล้ว ระดับความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องควบคุมให้อยู่ในช่วง 30% ถึง 60% เพื่อป้องกันไม่ให้บรรจุภัณฑ์กล่องกระดาษเปียกชื้นหรือเกิดเชื้อรา ซึ่งคลังสินค้าต้องใช้ระบบ HVAC อุตสาหกรรมเฉพาะทางที่สามารถกรองอากาศและฟอกเชื้อโรคตามมาตรฐานความสะอาดทางการแพทย์
3 ระบบบันทึกและเฝ้าระวังอุณหภูมิอัตโนมัติแบบ 24/7
คลังสินค้าต้องติดตั้งเซนเซอร์วัดอุณหภูมิที่เชื่อมโยงกับระบบคลาวด์ เพื่อทำการบันทึกข้อมูลอุณหภูมิอย่าง continuous และเรียลไทม์ หากเกิดเหตุการณ์อุณหภูมิเบี่ยงเบนออกนอกเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทันที ซึ่งผู้ประกอบการสามารถศึกษาเกณฑ์การประเมินมาตรการความปลอดภัยและระบบ Backup เพิ่มเติมได้ที่คลังสินค้าฝากเก็บยาที่ดีต้องมีระบบ Backup และมาตรการความปลอดภัยอะไรบ้าง?
การเลือกบริการคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิที่ได้มาตรฐาน
บริษัทยาและสถาบันวิจัยที่ต้องการความมั่นใจในคุณภาพสินค้า ควรพิจารณาเลือกผู้ให้บริการที่มีประสบการณ์และความชำนาญในสายการแพทย์โดยเฉพาะ สามารถศึกษาภาพรวมและประโยชน์ของการเลือกใช้บริการจัดเก็บเวชภัณฑ์ภายนอกเพิ่มเติมได้ที่บริการรับฝากยาและจัดเก็บเวชภัณฑ์ตามมาตรฐาน GDP ควบคุมอุณหภูมิ 24 ชั่วโมง เพื่อวางแผนการจัดการโลจิสติกส์การแพทย์ได้อย่างครอบคลุม
นอกจากนี้ สำหรับองค์กรที่ต้องการประเมินความคุ้มค่าและลดภาระในการลงทุนสร้างห้องแช่แข็งชีววัตถุด้วยตนเอง สามารถอ่านวิเคราะห์ข้อดีและทางเลือกในการ Outsource ได้จากบทความ ปัญหาการจัดการคลังสินค้าของบริษัทยา และทำไมการ Outsource คลังควบคุมอุณหภูมิจึงคุ้มค่ากว่า เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับยุทธศาสตร์การเติบโตของธุรกิจ
บริษัท เจ็ท เอท (ประเทศไทย) จำกัด หรือ JET8 Cargo พร้อมรองรับการจัดเก็บยาและชีวเภสัชภัณฑ์ทุกประเภท ด้วยคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GDP และ ISO 9001:2015 เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีทำความเย็นหลายช่วงอุณหภูมิ ตั้งแต่แช่เย็น แช่แข็ง ไปจนถึงระดับ Cryogenic ควบคุมดูแลด้วยระบบทำความเย็นสำรองและทีมงานผู้เชี่ยวชาญตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพอันทรงคุณค่าของคุณได้รับการปกป้องอย่างสมบูรณ์แบบในทุกวินาที



